บทความ

สับปะรด พันธุ์เพชรบุรี ที่กินได้โดยไม่ต้องปอกเปลือก

สับปะรด พันธุ์เพชรบุรี ที่กินได้โดยไม่ต้องปอกเปลือก

 

 

สับปะรด "พันธุ์เพชรบุรี" ไม่ต้องปอกเปลือกก็ทานได้

 
      สับปะรด...สำหรับ รับประทานผลสดที่รู้จักกันอยู่ทั่วไปมีอยู่ด้วยกัน 2 กลุ่ม คือ พันธุ์ที่มีลักษณะเนื้อสีเหลืองนิ่มฉ่ำน้ำ มีเส้นใยมาก เรียกว่า พันธุ์ปัตตาเวีย หรือ ศรีราชา ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งมีลักษณะเนื้อสีเหลืองอมส้ม เนื้อกรอบทรงกระบอก ได้แก่ พันธุ์ตราดสีทอง สวี และภูเก็ต นอกจากนี้ยังมีสับปะรดอีกพันธุ์หนึ่งที่มีลักษณะใกล้เคียงกับพันธุ์สวี หรือ ภูเก็ต คือ สับปะรด “พันธุ์เพชรบุรี” ที่ให้ผลผลิตสูง มีรสชาติตรงตามความต้องการของตลาด และสามารถปรับตัวได้ดีกับสภาพแวดล้อม สามารถใช้เป็นพันธุ์ปลูกเพื่อรับประทานผลสดได้ดี ซึ่งมีลักษณะเด่นตรงที่ตาย่อยสามารถแกะทีละตาทานสดได้

      สับปะรด “พันธุ์เพชรบุรี” เป็นการรวบรวมและศึกษาพันธุ์สับปะรดในประเทศและต่างประเทศโดยศูนย์วิจัยพืช สวนเพชรบุรี สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 กรมวิชาการเกษตร ซึ่งได้รับมติรับรองคณะกรรมการการวิจัยและพัฒนากรมวิชาการเกษตรว่าเป็น พันธุ์แนะนำของกรมวิชาการเกษตร ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2541 โดยนำพันธุ์มาจากประเทศไต้หวัน เดิมชื่อว่าพันธุ์ไทนาน41 และได้ศึกษาลักษณะด้านต่างๆ ทั้งลักษณะประจำพันธุ์ ความเจริญเติบโต การให้ผลผลิต การตอบสนองต่อสารเคมีบังคับดอก เป็นต้น จากนั้นได้คัดเลือกพันธุ์ที่ดีไว้แล้วนำไปทดสอบพันธุ์ในสภาพพื้นที่ต่างๆ ได้แก่ จังหวัดเชียงราย หนองคาย เพชรบุรี กาญจนบุรี จันทบุรี ชุมพร ภูเก็ต และสงขลา

ลักษณะประจำพันธุ์ของสับปะรดพันธุ์เพชรบุรี

      ต้น ทรงต้นจะมีลักษณะเป็นพุ่มแบบ rosette คล้ายกันกับพันธุ์อื่นๆ ในกลุ่มควีน มีการแตกหน่อตั้งแต่ผลเริ่มแก่ทั้งหน่อดิน (ground sucker) และหน่ออากาศ (aerial sucker) โดยเฉลี่ยประมาณ 3 หน่อ ประมาณ 1 หน่อ ตามลำดับ



      ใบ ลักษณะค่อนข้างสั้นกว่าพันธุ์ปัตตาเวีย สีใบเขียวอ่อนและมีสีแดงอมม่วงปนอยู่มากบริเวณกลางใบโดยเฉพาะถ้าปลูกกลาง แจ้ง พบว่ามีหนามที่ขอบใบสม่ำเสมอตลอดทั้งใบทุกใบ ลักษณะหนามจะเป็นรูปตะขอม้วนข้นไปหาปลายใบอย่างสม่ำเสมอ จำนวนใบรวมต่อต้นโดยเฉลี่ยประมาณ 81 ใบ



      ดอก ดอกสมบูรณ์เพศ กลีบดอกสีน้ำเงินจนถึงม่วง จำนวนดอกย่อยต่อผลโดยเฉลี่ย 93 ดอก



      ผล ผลมีขนาดปานกลาง น้ำหนักผลโดยเฉลี่ยประมาณ 1,000 กรัม ทรงผลจะเป็นลักษณะทรงเจดีย์ คือ ด้านล่างของผลจะใหญ่ บริเวณปลายจะคอดเล็ก และมักพบว่าตาผลบริเวณส่วนปลายผลติดกับจุกจะไม่พัฒนาประมาณ 3-5 รอบ แต่อาจพบทรงผลตรงส่วนบริเวณปลายผลที่ติดกับจุกไม่คอดได้เหมือนกัน ผลย่อยหรือตาผลค่อนข้างใหญ่ และพองนูนเล็กน้อย ตาผลลึกปานกลาง ผลแก่เปลือกจะมีสีเขียวเข้ม และเมื่อสุกจะมีสีเหลืองอมส้ม ส่วนสีเนื้อจะมีสีเหลืองอมส้มสม่ำเสมอ ส่วนบนของผลจะมีจุกที่มีสัดส่วนเล็กกว่าผลมาก และมักพบหน่อตะเกียงบนก้านผล ประมาณ 2-3 หน่อ เสมอ


      รส ชาติ มีรสชาติหวานแหลมอมเปรี้ยว เนื้อกรอบและฉ่ำน้ำปานกลาง กลิ่นหอมจัด มีความหวาน (ปริมาณ Soluble solids) โดยเฉลี่ย 16.9% และปริมาณกรด 0.45% มีเส้นใยมาก จึงเหมาะสำหรับบริโภคผลสด

      โดยทั่วไปแล้วสับปะรดพันธุ์นี้วิธีการปลูกไม่แตกต่างจากสับปะรดพันธุ์ แต่ อย่างใด แต่ต้องพิจารณาเรื่องอื่นๆเพิ่มเติม เพราะสับปะรดพันธุ์นี้เหมาะสำหรับรับประทานสดเท่านั้น ดังมีรายละเอียดดังนี้
การคัดแยกหน่อหรือจุกก่อนปลูก คัดหน่อโดยการแยกตามน้ำหนัก ได้แก่ หน่อขนาดเล็กหรือหน่อที่มีน้ำหนักน้อยกว่า 200 กรัม หน่อขนาดกลาง หรือ หน่อที่มีน้ำหนักระหว่าง 200-400 กรัม และหน่อขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 400 กรัมขึ้นไป ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งหน่อดิน หน่ออากาศ และหน่อตะเกียง เมื่อคัดแยกหน่อตามขนาดแล้วจากนั้นให้แบ่งแปลงปลูกตามขนาดของหน่อด้วยเช่น เดียวกัน

การคัดเลือกหน่อพันธุ์ สำหรับสับปะรดพันธุ์นี้ควรคัดเลือกลักษณะทรงผลหรือผลที่มีตาสมบูรณ์น้อยกว่า ตาที่ไม่พัฒนา ดังนั้นหากต้องการขยายเพื่อเพิ่มพื้นที่ปลูกจะต้องใช้หน่อพันธุ์จากต้น พันธุ์ที่มีผลยาวหรือตาย่อยบริเวณปลายผลผลิตกับจุกไม่พัฒนาเพียง 2-3 รอบ (จำนวนรอบยิ่งน้อยยิ่งดี) เป็นพันธุ์ปลูก

ระยะปลูก
      โดยทั่วไปแล้วจะปลูกแบบแถวคู่ ระยะปลูก 25x50x100 ซม. ซึ่งจะได้จำนวนต้นประมาณ 8,000 ต้น แต่หากต้องการให้ได้ผลขนาดใหญ่ควรลดจำนวนต้นให้เหลือประมาณ 5,000-6,000 ต้นต่อไร่ โดยเพิ่มระยะห่างระหว่างต้นจากเดิม 25 ซม.เป็น 30-40 ซม. และระยะระหว่างแถวเป็น 80 ซม.

      การบำรุงดินและให้ปุ๋ย เพื่อให้คุณภาพผลผลิตคงที่ต้องมีการใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักบำรุงดิน อัตรา 1-2 ตันต่อไร่ หลังจากปลูกครบ 2 รอบ หรือ ประมาณ 4 ปีต่อครั้ง ควรเลือกใช้ปุ๋ยที่ตรงกับความต้องการของสับปะรด ซึ่งจะมีสัดส่วนของธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม เท่ากับ 3 : 1 : 4 หรือใกล้เคียงเช่น 12-6-15 หรือ 13-13-21 เป็นต้น โดยใช้อัตรา 50 กรัมต่อต้น และหากต้องการให้คุณภาพดียิ่งขึ้นอาจใช้ปุ๋ยน้ำที่มีสัดส่วนของธาตุ โพแทสเซียมสูงเสริมในระยะหลังดอกบานหมดแล้ว ประมาณ 1 เดือน ก็ได้

      การบังคับดอก เพื่อให้ได้ผลที่มีขนาดประมาณ 1.8-2 กก. ควรบังคับดอกเมื่อต้นสับปะรดมีน้ำหนักประมาณ 2.5-2.8 กก. สำหรับวิธีการบังคับดอกนั้นจะใช้สารเอทธิฟอน (ethephon) อัตรา 100 พีพีเอ็ม (ส่วนในล้านส่วน) ผสมปุ๋ยยูเรีย 2% ไนโตรเจน นำสารละลายที่ได้หยอดที่ยอด อัตรา 50 มล. ครั้งเดียว หรือใช้ถ่านแก๊สหยอดในช่วงเวลาเช้าหรือเย็น 2-3 ครั้ง ตามวิธีปฏิบัติโดยทั่วไปก็ได้

      การเก็บเกี่ยว ระยะเวลาในการพัฒนาของผลตั้งแต่บังคับให้ออกดอกจนถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 126 วัน หรือใช้เวลาตั้งแต่ดอกสุดท้ายบานจนถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 68 วัน ผลสับปะรดที่แก่พร้อมเก็บเกี่ยวให้สังเกตจากสีผิวเปลือกจากสีเขียวเป็นสี เหลืองประมาณ 10-20% ในช่วงฤดูฝน แต่หากเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูแล้งควรเก็บเกี่ยวเมื่อสีเปลือกเปลี่ยนเป็นสี เหลืองตั้งแต่ 25% ขึ้นไป


      การ จัดการสับปะรดหลังการเก็บผล ควรเก็บหน่อที่อยู่ติดกับดินหรือโคนต้นเป็นหลัก พร้อมทั้งตัดแต่งใบออกบ้างตามความเหมาะสม เพื่อให้มีผลที่มีขนาดมาตรฐาน จากนั้นให้จัดการเก็บหน่อที่มีมากเกินไปออกโดยเฉพาะหน่อที่อยู่ส่วนบนของต้น หรือ หน่ออากาศ

   ถึงแม้ว่าสับปะรดพันธุ์นี้จะมีลักษณะเด่นที่เหมาะสำหรับรับปะทานสด และทานง่าย รสชาติก็ถูกปาก (จากการสำรวจข้อมูลการทดสอบคุณภาพในงานมหกรรมพืชสวนโลก พบว่า ผู้ชิมกว่า 90% พึงพอใจในรสชาติ) แต่ยังมีพื้นที่ในปลูกไม่แพร่หลายมากนักโดยส่วนใหญ่จะอยู่ที่ จ.เพชรบุรี ผลผลิตจึงอยู่ในวงจำกัดเท่านั้น ดังนั้นหากมีการประชาสัมพันธ์จุดเด่นของสับปะรดพันธุ์นี้ให้เป็นที่ต้องการ ของตลาดให้มากขึ้น และมีการส่งเสริมการปลูกไปด้วยพร้อมๆ กัน สับปะรดพันธุ์เพชรบุรีนี้อาจมาแรงแซงหน้าสับปะรดพันธุ์อื่นๆ ก็เป็นได้


      หาก เกษตรกรท่านใดสนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนเพชรบุรี หรือ ขอคำแนะนำพร้อมเคล็ดลับการปลูกจากผู้มีประสบการณ์ได้ที่ คุณรุ่งเรือง ไล้รักษา สวนเพชรรุ่งเรือง โดยผู้สนใจสามารถหาซื้อหน่อพันธุ์เพื่อนำไปปลูกในราคาพิเศษได้ที่นี่ นอกจากนี้ใครที่ผ่านไปที่ อ.หัวหิน ก็ลองไปแวะลิ้มลองรสชาติสับปะรดพันธุ์เพชรบุรีนี้ได้ที่ตลาดสินค้าพื้นเมือง ข้างร้านโกลเด้น เพลส อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดทุกวันเสาร์ และวันอาทิตย์ (เคล็ดลับหากอยากชิมสับปะรดพันธุ์เพชรบุรีที่อร่อยต้องไปช่วงเดือน เม.ย-มิ.ย. รับรองว่าไม่ผิดหวัง)

 ขอขอบคุณแหล่งความรู้จาก

  • มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  • คุณรุ่งเรือง ไล้รักษา สวนเพชรรุ่งเรือง ต.หินเหล็กไฟ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โทรศัพท์ 085-299-6701
  • ศูนย์วิจัยพืชสวนเพชรบุรี ต.สามพระยา อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี 76120 โทรศัพท์ 032 594-067-8 ในเวลาราชการ
  • สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  • สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร

ที่มา: http://www.oknation.net/blog/print.php?id=848614