ข่าวสาร

ปลูกกล้วยหอมทอง แซมด้วยลำไย - เกษตรนวัตกรรม

วันอังคาร 14 ตุลาคม 2557 เวลา 00:00 น.

 

            นางเกศนี ชุมปัญญา เกษตรกรบ้านหนองปลาดุก ต.พังขว้าง อ.เมือง จ.สกลนคร หนึ่งในเกษตรกรที่ได้มีโอกาสเข้าศึกษาดูงานและอบรมหลักสูตรการทำการเกษตรจาก ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.สกลนคร เมื่อหลายปีก่อน

และ หลังจากอบรมก็มาปรับพื้นที่นาส่วนหนึ่งมาทำสวนกล้วยหอมทอง เนื่องจากนาให้ผลผลิตไม่ดีด้วยปัญหาเรื่องน้ำ บางปีขาดทุน แต่ก็ยังเก็บไว้ส่วนหนึ่งเพื่อปลูกไว้กินเองภายในครอบครัว สำหรับการปลูกกล้วยหอมทองนั้นจะปลูกด้วยระบบอินทรีย์ แบบผสมผสานกับลำไยพืชให้ผลประจำฤดูกาล

            กล้วยหอมทอง ปัจจุบันนับเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่มีศักยภาพในการส่งออก โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่นมีความต้องการสูง ด้วยคุณลักษณะของกล้วยหอมทอง ที่มีน้ำหนัก ลูกเรียงกันอยู่ในหวีอย่างสวยงาม สีผิวเมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง รสชาติดี มีกลิ่นหอม น่ารับประทาน อีกทั้งผลผลิตมีความปลอดภัย ไม่มีสารเคมีตกค้างปนเปื้อน ทำให้ได้รับความนิยม เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคในปัจจุบัน

             นางเกศนี เล่าว่า ก่อนปลูกกล้วยได้ปรับพื้นที่แบบยกร่องนิดหนึ่งเพื่อป้องกันน้ำท่วมขัง สันร่องปลูกกล้วยแซมด้วยลำไย ขุดหลุมขนาดกว้าง 50 ซม. ลึก 50 ซม. ตากดินที่ขุดไว้ 5-7 วัน เพื่อกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชที่ตกค้างในดิน จากนั้นคลุกเคล้าปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักกับดินชั้นบน แล้วจึงเอาหน่อที่เตรียมไว้วางกลางหลุม กลบดิน รดน้ำ กดดินให้แน่น ระหว่างต้นระหว่างแถวแต่ละหลุมห่างกัน 2 เมตร เพื่อสะดวกในการพรวนดิน ใส่ปุ๋ย ตัดใบ ให้อากาศหมุนเวียนได้ดี
             ส่วนลำไยที่ปลูกก็เริ่มด้วยการ เตรียม กิ่งพันธุ์พร้อมนำมาพักไว้ในโรงเพาะชำประ มาณ 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้กิ่งพันธุ์ปรับตัวจากนั้นย้ายออกกลางแจ้ง ตัดแต่งยอดอ่อนออกบ้างเพื่อลดการคายน้ำ

ขนาดของหลุมปลูก จะใช้ขนาด 30x50เซนติเมตร คลุกเคล้าปุ๋ยคอกที่ย่อยสลายแล้วหรือปุ๋ยหมักกับดินชั้นบน อัตรา 1: 1หรือ 2: 1ใส่ลงไปบริเวณก้นหลุม นำต้นพันธุ์ลำไยลงหลุมกลบดินให้แน่นและให้สูงกว่าระดับพื้นโดยให้รอยเชื่อม ต่อต้นพันธุ์อยู่เหนือผิวดินกลบด้วยดินปลูกที่ผสมด้วยปุ๋ยคอกคลุมโคนด้วย ใบไม้หรือใบกล้วย และรดน้ำให้ความชื้นหลังปลูกทันทีจากนั้นก็รดน้ำอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับ ต้นกล้วยที่ปลูกใหม่

               การปลูกพืชแบบผสมผสานระหว่างลำไยกับกล้วยหอมทอง นั้นสามารถทำได้ และเมื่อออกผลผลิตแล้วก็จะเก็บเกี่ยวผลผลิตจำหน่ายตลาดได้ทั้งสองชนิด ที่สำคัญหากชนิดใดชนิดหนึ่งมีราคาตกต่ำ ก็จะมีอีกชนิดหนึ่งเสริมรายได้ให้กับเกษตรกร อันต่างกับการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเมื่อราคาผลผลิตตกต่ำก็เสียหายทั้งหมด.

 

ที่มา: เดลินิวส์ (http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture)