ข่าวสาร

ค่าโง่ลำไย

วันพุธ 10 ธันวาคม 2557 เวลา 01:11 น.

 

เมื่อวานนี้ผมเขียนถึง “คดีทุจริตลำไย” เมื่อปี 2546/2547 ซึ่งใช้งบประมาณไปกว่า 4.7 พันล้านบาท เพราะหลังจากป.ป.ช. มีมติสั่งดำเนินคดีอาญากับข้าราชการระดับสูง ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่ที่ ประชุมอัยการสูงสุดได้ประชุมทางลับ และ มีมติ 9 ต่อ 0 ไม่ส่งฟ้องและตามขั้นตอนภายใน 30 วัน เลย ต้องส่งเรื่องกลับให้ ป.ป.ช. ไปดำเนินการฟ้องร้องเอง

วันนี้ขอนำรายละเอียดมานำเสนอต่ออีกซักวัน เพื่อหลายคนจะได้ศึกษาและนำไปเป็นบทเรียน เนื่องจากบางคนบอกว่า “โครงการรับจำนำลำไย” เป็นต้นแบบของ โครงการรับจำนำสินค้าเกษตรรูปแบบต่าง ๆ และคนที่จะต้องมารับเคราะห์กับความเสียหายคือ ข้าราชการและชาวบ้าน ซึ่งถูกดำเนินคดีจำนวนมาก เนื่องจาก เป็นผู้ไปเซ็นเอกสารการรับจำนำ ทั้งที่ไม่ใช่ตัวการหลัก

กรณีความคืบหน้า คดีทุจริตรับจำนำลำไย ปรากฏเป็นข่าวเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน รายละเอียดระบุว่า คดีทุจริตโครงการรับจำนำลำไยปี 46/47 ใช้วงเงินรับจำนำ 4.7 พันล้านบาท

หลัง จาก ป.ป.ช.มีมติสั่งดำเนินคดีอาญา กับข้าราชการระดับสูง 11 คน ของกระทรวงเกษตรฯ โดยมี นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรฯ อดีตเป็น คณะกรรมการเตรียมแผนงานโครงการรับจำนำ ในฐานะเป็นผอ.กองแผนงาน ได้รับมอบหมายให้ทำแผนเสนอ “นายบรรพต หงษ์ทอง” อดีตปลัดกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งมี “นายสมศักดิ์ เทพสุทิน” ดำรงตำแหน่ง รมว.เกษตรฯ ในขณะนั้น

โดย ป.ป.ช.ชี้ว่า คณะกรรมการเตรียมแผนและคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง ส่อเจตนาคัดเลือกบริษัทเอกชน (บริษัทปอเฮง อินเตอร์เทรด จำกัด) เข้าดำเนินการโครงการรับจำนำลำไย โดยไม่มีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อน และป.ป.ช.ส่งคดีให้อัยการสูงสุด ส่งฟ้องเอาผิดทางอาญา

แต่ล่าสุดที่ ประชุมอัยการสูงสุดได้ประชุมทางลับ และ มีมติ 9 ต่อ 0 ไม่ส่งฟ้องและตามขั้นตอนภายใน 30 วัน ต้องส่งเรื่องกลับให้ ป.ป.ช.ไปดำเนินการฟ้องร้องเอง เนื่องจากเห็นว่า คณะกรรมการเตรียมแผนโครงการและคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง ได้เสนอให้ “นายบรรพต” และ “นายสมศักดิ์” ปิดจุดรับซื้อลำไยเข้าโครงการในช่วงราคาลำไยในตลาดสูงขึ้นแล้วซึ่งในขณะนั้น ใช้วงเงินแทรกแซงราคาไปเพียง 1.1 พันล้านบาท และให้ทยอยส่งมอบลำไยอบแห้งให้กับประเทศจีน

แต่ผู้บริหารกระทรวง เกษตรฯในขณะนั้น ไม่อนุมัติปิดจุดรับซื้อ ทำให้ โครงการขาดทุนจากลำไยค้างสต๊อกถึง 60 เปอร์เซ็นต์หรือ 4.6 หมื่นตัน จากโครงการแทรกแซงลำไยทั้งหมด 9 หมื่นตัน

ก่อนหน้านี้ป.ป.ช.ได้มี มติไม่ปรากฏข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานเพียงพอที่จะฟังได้ว่า นายสมศักดิ์ ได้กระทำความผิดให้ข้อกล่าวหาตกไป ส่วนการกระทำของนายบรรพต หงษ์ทอง ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ในขณะนั้น มีมูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง โดยกระทรวงเกษตรฯได้ปิดบัญชีโครงรับจำนำลำไย รัฐเสียหาย 3 พันล้านบาท ซึ่งมีรายได้จากการเผาทำลายลำไยทั้งหมด เป็นถ่านชีวมวลมาหักกลบบัญชีบางส่วน

แต่ รัฐบาลต่อมา ยังรับภาระจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยให้กับธนาคารกรุงไทย อีกกว่า 2 พันล้านบาท หลังจากที่รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้อนุมัติวงเงิน 4.2 พันล้านบาท ใช้หนี้เงินกู้ไปแล้ว

รวมทั้ง อนุกรรมการข้าราชการพลเรือนกระทรวงเกษตรฯ (อกพ.) โดยมี “นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา” รมว.เกษตรฯ เป็นประธาน อกพ. ได้มีมติเสียงส่วนใหญ่ให้นายชวลิต และข้าราชการระดับสูงกระทรวงเกษตรฯ พ้นความผิดทางวินัย ในข้อหาทุจริต ซึ่งเข้าเงื่อนไขตาม ’พ.ร.บ.ล้างมลทิน ปี 50“ เพราะคดีนี้อาจเข้าข่ายประวิงเวลาถ้า อกพ.ไม่มีความชัดเจน

นอก จากนี้สมัยรัฐบาล “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ได้เห็นชอบ ให้ทำลายลำไยที่รับจำนำไว้ในรุ่นปี 46 และ 47 ทั้งหมด เนื่องจากเป็นลำไยที่ไม่ได้มาตรฐานที่จะนำไปแปรรูปเพื่อทำอะไรได้ แม้กระทั่งปุ๋ย และยังเป็นปัญหาในการกดดันราคาในตลาด จึงต้องทำลายทิ้งอย่างรวดเร็ว โดยใช้งบประมาณไม่เกิน 90 ล้านบาท

จำ ได้ว่าสมัยหนึ่ง “พรรคเพื่อไทย” เคยพยายามแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ไม่ให้ประชาชนฟ้องศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง แต่ต้องฟ้องผ่านอัยการสูงสุดเท่านั้น แต่โชคดีกฎหมายยังไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภา

เอาล่ะ ...ค่าโง่ทางด่วน ค่าโง่คลองด่าน คนไทยก็ต้องเข้าไปช่วยแบกรับภาระมาแล้ว เจอ ’ค่าโง่ลำไย“ อีกซักเรื่อง คงยังพอทนกันได้นะครับ

 

ที่มา: เดลินิวส์ (http://www.dailynews.co.th/Content/Article)