ข่าวสาร

มาตรฐานการรมผลไม้สด - เกษตรทั่วไทย

วันศุกร์ 30 พฤษภาคม 2557 เวลา 00:00 น.

 

          ตั้งแต่เดือนมกราคม-มีนาคม 2557 ที่ผ่านมาไทยส่งออกลำไยสดไปแล้ว 121,711.83 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 2,903.51 ล้านบาท ตลาด หลัก คือ จีน ฮ่องกง อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ล่าสุดลำไยสดของไทยกำลังมีปัญหา เนื่องจากจีนตรวจพบสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างในลำไยสดเกินค่ามาตรฐาน ทำให้มีมาตรการตรวจสอบและควบคุมการนำเข้าเข้มงวดมากขึ้น หากไม่เร่งแก้ไขปัญหานี้โดยเร็ว มีโอกาสที่จีนจะระงับการนำเข้าสินค้าลำไยสดจากไทยได้     

นายศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า ลำไยเป็นผลไม้ 1 ใน 5 ชนิดของไทยที่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขภายใต้พิธีสารว่าด้วยข้อกำหนดการส่งออก ผลไม้จากไทยไปจีน และจีนมาไทย ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ลงนามร่วมกับสำนักงานควบคุมคุณภาพตรวจสอบและ กักกันโรคแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อปี 2547 ที่ผ่านมาโดยแต่ละปีจีนนำเข้าลำไยจากไทยไม่ต่ำกว่า 2 แสนตันและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยอนุญาตให้ใช้สารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในลำไยสดเพื่อยืดอายุเก็บรักษา ที่ไม่เกิน 50 มิลลิกรัม/กิโลกรัม แต่บ่อยครั้งที่จีนตรวจพบว่าเกินค่ามาตรฐาน

ปัจจุบันมีผู้ส่งออกของไทย จำนวน 11 บริษัท ถูกจีนระงับการนำเข้าลำไยสดแล้ว ผู้ประกอบการโดยเฉพาะโรงรมผลลำไยสดจำเป็นต้องเร่งแก้ปัญหานี้โดยเร็ว ก่อนที่ประเทศไทยจะถูกจำกัดปริมาณการนำเข้าหรืออาจถูกจีนระงับการนำเข้าลำไย สดทั้งหมด ซึ่งจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศคู่ค้ารายอื่น เช่น อินโดนีเซีย ที่มีแนวโน้มความต้องการนำเข้าเพิ่มสูงขึ้นทุกปี 

ปัญหาสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างในลำไยสดเกินค่ามาตรฐาน เกิดจากโรงรมบางแห่งใช้สารรมเกินปริมาณที่กำหนด เพราะต้องการยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์และยับยั้งการเกิดสีน้ำตาล ช่วยให้ลำไยผิวสวยและมีอายุการเก็บรักษายาวนานขึ้นกว่า 1 สัปดาห์ เพื่อจะได้วางจำหน่ายในท้องตลาดนานขึ้น โดยไม่คำนึงถึงการตกค้างของสารพิษหลังการรม ทั้งนี้ หากผู้บริโภคได้รับสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์มากเกินไปอาจทำให้หายใจติดขัด ปวดท้อง ท้องร่วง วิงเวียนศีรษะ อาเจียน หมดสติ ในรายที่เป็นภูมิแพ้และหอบหืดอาจถึงตายได้

            กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  โดยกรมวิชาการเกษตรในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบ   ของไทยในเรื่องนี้ ได้ชี้แจงผู้ประกอบการให้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว โดยได้จัดทำแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบครบวงจร เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเร่งด่วนและมีความยั่งยืน มกอช. ก็ได้สนับสนุนการดำเนินงานของกรมวิชาการเกษตรโดยร่วมมือในการเร่งสร้างความ รู้ความเข้าใจให้กับโรงรมทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน และจันทบุรี ซึ่งเป็นแหล่งผลิตลำไยแหล่งใหญ่ โดยเน้นให้ปฏิบัติตามมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับการรมผลลำไยสดด้วยสาร ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ขณะเดียวกัน ยังย้ำให้ใช้สารดังกล่าวอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการและใช้ในปริมาณที่เหมาะ สม และให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบและเงื่อนไขการนำเข้าของประเทศคู่ค้าอย่างเคร่ง ครัด

“เบื้องต้นคาดว่า จะสามารถประกาศมาตรฐานหลักปฏิบัติสำหรับกระบวนการรมผลไม้สดด้วยสารซัลเฟอร์ ไดออกไซด์ เป็นมาตรฐานบังคับได้ภายในปลายปี 2557 นี้  โดยจะมีผลบังคับใช้ภายใน 6 เดือนหลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยควบคุมคุณภาพลำไยสดให้มีความปลอดภัยจากสารพิษ ตกค้าง ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมคุณภาพลำไยสดให้มีความปลอดภัยจากสาร พิษตกค้างที่อาจเกิดจากการที่ไม่ได้มาตรฐาน ให้ได้สินค้าที่ตรงตามความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศผู้นำเข้า และเป็นเครื่องมือรับรองคุณภาพสินค้าลำไยไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ด้วย” เลขาธิการ มกอช.กล่าว.

 

ที่มา: เดลินิวส์ (http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture)