ข่าวสาร

หอมมะลิรูด"ญวน"ใช้พันธุ์ใหม่แข่งสู้

updated: 13 ก.พ. 2558 เวลา 09:01:55 น.

 

 

ผู้ส่งออกข้าวผวาหลังยอดส่งออกข้าวหอมมะลิพรีเมี่ยมลดฮวบฮาบติดต่อกัน 5 ปีเต็ม จากที่เคยส่งออกได้เกือบ 2 ล้านตันปีที่แล้วเหลือล้านตันต้น ๆ สาเหตุหลักมาจากขาดการพัฒนาพันธุ์ข้าวเกรดรอง

แม้ว่ายอดการส่งออกข้าวไทยในปี 2557 จะมีปริมาณถึง 10.9 ล้านตัน แต่เมื่อหันมาพิจารณาประเภทข้าวที่ส่งออกในแต่ละชนิดจะพบว่า ยอดการส่งออกข้าวหอมมะลิกลับลดลงหรือส่งออกได้แค่ 1,359,075 ตัน ลดลง 9.3% และยังเป็นการส่งออกที่ลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 นับจากปี 2552 จากเคยส่งออกได้ 1,800,348 ตันในปี 2553 และลดลงเหลือ 1,622,965 ตันตามลำดับ

และหากพิจารณาเป็นรายตลาดนำเข้าข้าวหอมมะลิ 5 อันดับแรก ปรากฏทุกตลาดมียอดนำเข้าลดลงทุกตลาด ได้แก่ สหรัฐปี 2552 จากเคยนำเข้าปริมาณ 369,706 ตัน เหลือ 366,628 ตัน, ตลาดฮ่องกงเคยนำเข้า 185,424 ตัน ลดลงเหลือ 137,906 ตัน, ตลาดจีนนำเข้า 125,304 ตัน ลดลงเหลือ 117,448 ตัน, ตลาดสิงคโปร์นำเข้า 113,452 ตัน ลดลงเหลือ 86,754 ตัน และตลาดกานาเคยนำเข้า 72,236 ตัน ก็ลดลงเหลือ 69,256 ตัน 

ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า การส่งออกข้าวหอมมะลิไทยที่ลดลงอย่างต่อเนื่องได้สร้างความกังวลให้กับผู้ส่งออกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมาได้นำโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ดมาใช้ นอกเหนือจากราคาข้าวไทยจะสูงกว่าราคาข้าวคู่แข่งแล้ว ข้อเสียอีกประการสำคัญคือ ไทยไม่มีการพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ ๆ ที่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดเลย เพราะการรับจำนำขอให้มีผลผลิตข้าวก็ส่งเข้าโครงการได้หมด สุดท้ายไทยจึงมีแต่ข้าวเกรดพรีเมี่ยม แต่ไม่มีข้าวเกรดกลางและเกรดล่าง ซึ่งเป็นเกรดที่ลูกค้ากลุ่มภัตตาคารร้านอาหารนิยม จึงต้องเสียส่วนแบ่งตลาดข้าวกลุ่มนี้ไปคิดเป็นสัดส่วนมากถึงร้อยละ 50 

คราวนี้หันมาดูที่ประเทศคู่แข่งขัน พบว่าหลายประเทศมีการพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ ๆ มากขึ้นในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดข้าวที่หลากหลายมากขึ้น ยกตัวอย่าง เช่น ข้าวผกามะลิของกัมพูชา ส่งออกได้ 100,000 ตัน จากยอดส่งออกข้าวโดยรวมของกัมพูชาที่ปริมาณ 1.6 ล้านตัน แม้ว่ายอดส่งออกข้าวผกามะลิจะยังไม่มาก แต่ผู้ส่งออกทราบดีว่า ข้าวผกามะลิของกัมพูชาส่วนที่เหลือถูกส่งผ่านไปขายให้กับผู้ส่งออกเวียดนามผลิตเป็นข้าวขาวดอกมะลิ "KDM" ที่กำลังมาแรงที่สุดในขณะนี้ 

"ถ้าข้าวหอมมะลิไทยตันละ 1,000 เหรียญ ข้าวผกามะลิก็จะขายอยู่ที่ 700-800 เหรียญ ส่วนข้าวขาวดอกมะลิ KDM ต่ำสุดเพียง 620 เหรียญ ซึ่งลูกค้าต่างรู้ดีว่า ข้าว KDM มีวัตถุดิบเป็นข้าวผกามะลิ ทำให้ร้านอาหารฮ่องกง สิงคโปร์ ซื้อข้าว KDM กันหมด ดังนั้นถึงไทยจะรักษาตลาดข้าวหอมมะลิระดับพรีเมี่ยมได้ แต่สัดส่วนตลาดรองลงมาเป็นครึ่งต่อครึ่ง ผมห่วงว่า ในแต่ละปีหากเราสูญเสียส่วนแบ่งตลาด 2-3% ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ จะเป็นอย่างไร" ร.ต.ท.เจริญกล่าว 

นอกจากนี้ในส่วนของเวียดนามยังมีการพัฒนาพันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่ดีมาก เช่น ข้าวพันธุ์ STS กับข้าวนางหวา ขายราคาตันละ 600 เหรียญ และยังมีการพัฒนาพันธุ์ใหม่สู่ตลาดอีก 5-6 สายพันธุ์ เช่น พันธุ์รหัส 4900, รหัส 2218, รหัส 9012 ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาที่เคยเป็นจุดอ่อนของข้าวเวียดนามในอดีต เช่น เปอร์เซ็นต์ค่าอะไมโรสเพิ่มความนุ่ม แต่อาจไม่หวานไม่หอมเท่าข้าวหอมมะลิ แต่ตลาดให้การยอมรับ ข้าวในกลุ่มนี้มีราคาขายตันละแค่ 400-500 เหรียญเท่านั้น 

"ใน 5-6 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยแทบจะไม่ได้ปรับปรุงพันธุ์ข้าวที่สนองตอบเฉพาะตลาดขึ้นมาเลย ประกอบกับข้าวไทยเองใช้ทั้งสารเคมี รถเกี่ยว เร่งเกี่ยวความชื้นสูงเอาเข้ามาอบ 7-8 รอบเพื่อส่งเข้าโครงการรับจำนำที่ผ่านมา แต่เราชอบหลงตัวเองว่า ข้าวหอมมะลิของเราดี ตั้งมาตรฐานข้าวหอมมะลิ ความบริสุทธิ์ 98 เปอร์เซ็นต์ออกมาเพื่อสร้างความสับสนให้กับตลาดเข้าไปอีก"

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยได้ตั้งเป้าหมายการส่งออกข้าวหอมมะลิไว้ที่ปริมาณ 2 ล้านตันจากปีที่ผ่านมา จากภาพรวมการส่งออกข้าวทั้งหมด 10 ล้านตัน โดยในเดือนมีนาคมนี้ สมาคมจะเดินทางไปสิงคโปร์เพื่อทำตลาดเพิ่มยอดส่งออกข้าวจาก 162,577 ตัน เป็น 180,000 ตัน จากก่อนหน้านี้ที่เดินทางไปฮ่องกงตั้งเป้าหมายจะเพิ่มยอดส่งออกข้าวจาก 182,071 ตัน เป็น 200,000 ตันให้ได้ 

ด้าน ดร.กฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว กล่าวว่า ปัจจุบันนี้มีเพียงข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 กับพันธุ์ กข 15 เท่านั้นที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการส่งออก และข้าว 2 พันธุ์นี้ยังเป็นพันธุ์ที่ดี สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ จึงไม่ควรมีการรับรองพันธุ์ใหม่ ๆ ขึ้นมาเทียบชั้น เพราะอาจเสียภาพลักษณ์ข้าวพรีเมี่ยม หากจะรับรองควรแบ่งเกรดข้าวเป็นชั้น 2 ชั้น 3 รองลงไปเพื่อให้เข้าถึงตลาดได้หลายระดับ 

"แต่กรมการข้าวก็ยังมีข้าวที่ปรับปรุงพันธุ์มาจากข้าวหอมมะลิแท้ เช่น คลองหลวง 1, สุพรรณบุรี, ปทุมธานี 1, กข 33, กข 45 และ กข 51 ในการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ และต้องทดสอบกับผู้บริโภคด้วยว่า จะชื่นชอบข้าวพันธุ์ดังกล่าวหรือไม่" ดร.กฤษณพงศ์กล่าว

ดร.กฤษณพงศ์กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ การป้องกันไม่ให้มีการปลอมปนข้าวคุณภาพต่ำที่ปลายทาง ซึ่งทำได้ยากมาก ต้องป้องกันด้วยการบรรจุหีบห่อใหม่และประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภครักษาสิทธิ์ตัวเอง ควบคู่กับการให้องค์ความรู้ชาวนาให้รวมตัวกันปลูกข้าวแปลงใหญ่เพื่อลดต้นทุน

"ข้าวผกามะลิของกัมพูชาเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว เพราะมีคุณภาพใกล้เคียงกับข้าวหอมมะลิไทยมาก แต่ปลูกได้ปริมาณระดับหลัก 100,000 ตันเท่านั้น ซึ่งยังไม่พอต่อการส่งออกทั่วโลกที่ต้องการปริมาณมากกว่านี้ เราจะต้องจับตามองว่า หากกัมพูชาขยายการเพาะปลูกคุณภาพข้าวผกามะลิจะยังคงเหมือนเดิมหรือไม่"

นางดารา เจตนะจิตร เจ้าหน้าที่วิเคราะห์อาวุโส สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) กล่าวว่า ขณะนี้ สกว.ได้วิจัยพบสารหอมในข้าวเรียกว่า 2AP แล้ว และค้นพบวิธีการเติมปุ๋ยในสัดส่วนเท่าไรจึงจะเหมาะสมและช่วยให้ข้าวหอมมากขึ้น เตรียมจะนำเสนอช่วงปลายเดือน มี.ค.นี้ ก่อนจัดทำเป็นคู่มือแนะนำเกษตรกรต่อไป

 

 

 

ที่มา :   ประชาชาติ
          (http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1423756331)