ข่าวสาร

ใช้ปุ๋ยหมักกับน้ำหมักชีวภาพ เหมาะเพื่อการปลูกพืช

วันศุกร์ 2 มกราคม 2558 เวลา 03:36 น.

 

ใช้ปุ๋ยหมักกับน้ำหมักชีวภาพ เหมาะเพื่อการปลูกพืช - ดินดำน้ำดี

เศษ ใบไม้ เศษหญ้า เป็นเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่หาง่ายและมีมากส่วนใหญ่มักแนะนำให้นำเศษ วัสดุมาทำปุ๋ยหมัก เพื่อใช้ในการปรับปรุงบำรุงดินให้ดีขึ้น และช่วยลดต้นทุนในการใช้ปุ๋ยเคมีของเกษตรกร

ปุ๋ยหมัก เป็นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่งเกิดจากการนำเศษใบไม้ หรือเศษหญ้าแห้งมาหมักรวมกัน ผ่านกระบวนการย่อยสลายโดยกิจกรรมของจุลินทรีย์ จนเปลี่ยนเป็นวัสดุที่มีลักษณะอ่อนนุ่ม เปื่อยยุ่ย ไม่แข็งกระด้าง และมีสีน้ำตาลปนดำ ซึ่งจะช่วยในการปรับปรุงสมบัติทางกายภาพของดิน ทำให้ดินร่วนซุย มีการระบายอากาศ การอุ้มน้ำของดินดีขึ้น เป็นแหล่งธาตุอาหารพืช และจุลินทรีย์ดิน

 

ส่วนน้ำหมักชีวภาพ เป็นน้ำหมักที่ได้จากการหมักเศษพืชและสัตว์ กากน้ำตาล และน้ำ โดยมีจุลินทรีย์ช่วยย่อยสลาย น้ำหมักชีวภาพที่ได้จากสัตว์จะมีอาหารมากกว่าผลิตจากพืช และวิธีการใช้น้ำหมักชีวภาพ 1 ส่วน ต่อน้ำ 500 ส่วน ใช้ฉีดพ่นพืชผักหรือรด ทุก ๆ 7 วัน ไม้ผลทุก 15 วันจะทำให้ได้ผลผลิตดี เปรียบเทียบผลผลิตของ แตงกวาและผักกาดฮ่องเต้โดยการใช้ปุ๋ยหมักอย่างเดียว ในอัตรา 2 ตันต่อไร่ และการใช้ปุ๋ยหมัก อัตรา 2 ตันต่อไร่ ร่วมกับการใช้น้ำหมักชีวภาพ ในอัตรา 1:500 รด ทุก ๆ 7 วัน ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อไม่นานมานี้ พบว่า การใช้ปุ๋ยหมักร่วมกับน้ำหมักชีวภาพในการปลูกพืชผักนั้นจะให้ผลผลิตที่สูงก ว่า การปรับปรุงดินด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งเป็นการเฉพาะ เนื่องจากแตงกวาจะเก็บผลผลิตได้นานกว่าการใช้ปุ๋ยหมักเพียงอย่างเดียว ส่วนผักกาดฮ่องเต้ จะมีลักษณะของต้นที่โตและใบหนากว่าปุ๋ยหมักเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติในการปรับปรุงสภาพ หรือลักษณะของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช เช่น ถ้าดินนั้นเป็นดินเนื้อละเอียดอัดตัวกันแน่น เช่นดินเหนียว ปุ๋ยหมักก็จะช่วยทำให้ดินนั้นมีสภาพร่วนซุยมากขึ้น ระบายน้ำ ระบายอากาศดีขึ้น ช่วยให้ดินอุ้มน้ำ หรือดูดซับน้ำที่จะเป็นประโยชน์ต่อพืชไว้ได้มากขึ้น ทำให้รากพืชเจริญเติบโตได้รวดเร็ว แข็งแรง แตกแขนงได้มาก มีระบบรากที่สมบูรณ์ ดูดซับแร่ธาตุอาหารหรือน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนดินทราย ดินร่วนปนทราย มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ มีอินทรียวัตถุอยู่น้อย ไม่อุ้มน้ำ การใส่ปุ๋ยหมัก ก็จะช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน และทำให้ดินอุ้มน้ำ ดูดซับความชื้นไว้ให้พืชได้มากขึ้น ในดินเนื้อหยาบจึงควรต้องใส่ปุ๋ยหมักให้มากกว่าปกติ

 

ในแง่ของการช่วย เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ปุ๋ยหมักเป็นแหล่งแร่ธาตุอาหารที่จะปลดปล่อยธาตุอาหาร ออกมาให้แก่ต้นพืชอย่างช้า ๆ และสม่ำเสมอ โดยทั่วไปแล้ว ปุ๋ยหมักจะมีปริมาณแร่ธาตุอาหารพืชที่สำคัญดังนี้ คือ ธาตุไนโตรเจนทั้งหมดประมาณ 0.4-2.5 เปอร์เซ็นต์ ฟอสฟอรัสในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืช ประมาณ 0.2-2.5 เปอร์เซ็นต์ และโพแทสเซียมในรูปที่ละลายน้ำได้ประมาณ 0.5-1.8 เปอร์เซ็นต์ ปริมาณแร่ธาตุอาหารดังกล่าวจะมีมาก หรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับชนิดของเศษพืชที่นำมาหมัก และวัสดุอื่น ๆ ที่ใส่ลงไปในกองปุ๋ย ถึงแม้ปุ๋ยหมักจะมีธาตุอาหารหลักดังกล่าวอยู่ น้อยกว่าปุ๋ยเคมี แต่ปุ๋ยหมักมีข้อดีกว่าตรงที่มีธาตุอาหารพืชประเภท แคลเซียม แมกนีเซียม กำมะถัน เหล็ก สังกะสี แมงกานีส โบรอน ทองแดง โมลิบดีนัม ฯลฯ ซึ่งปกติแล้วปุ๋ยเคมีจะไม่มี หรือมีเพียงบางธาตุเท่านั้น แร่ธาตุเหล่านี้มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช ไม่น้อยกว่าธาตุอาหารหลัก เพียงแต่ต้นพืชต้องการในปริมาณน้อยเท่านั้น

 

อย่าง ไรก็ตามแม้ปุ๋ยหมัก จะมีปริมาณแร่ธาตุอาหารในปุ๋ยไม่เข้มข้นเหมือนปุ๋ยเคมี แต่ก็มีลักษณะอื่น ๆ ที่ช่วยรักษา และปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดินได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญเกษตรกรทำได้เองไม่ต้องเสียเงินเพิ่มต้นทุนการผลิตให้มากขึ้นซึ่ง หมายถึงลดกำไรที่พึงจะได้น้อยลงนั่นเอง

 

ที่มา: เดลินิวส์ (http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture)