ข่าวสาร

ปลูกอย่างไร ให้เป็น “ออร์แกนิก” กับ พีรชัย กุลชัย ผู้ตรวจฯ เกษตรอินทรีย์

วันที่ 03 มกราคม พ.ศ. 2558 เวลา 16:00:00 น.

 

ในการทำเกษตรอินทรีย์ให้ได้มาตรฐานสากล นั้น สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือ จะต้องได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีทั้งในประเทศและระดับโลก องค์กรของไทยที่ทำหน้าที่โดยตรงคือ สำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.) ส่วนระดับโลก อย่างเช่น สหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (IFOAM)
 

 

 

 

 

หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญเรื่องเกษตรอินทรีย์คนหนึ่งของบ้านเราคือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (ผศ.) พีรชัย กุลชัย รองคณบดีคณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ซึ่งเป็นผู้ตรวจอิสระของ มกท. ท่านผู้นี้จะมาให้ความรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว รวมทั้งบอกเล่าถึงสภาพการตรวจแปลงสวนแปลงไร่ของเกษตรกรที่ไปสำรวจตรวจตรามาให้ฟัง

 

ผศ. พีรชัย เกริ่นว่า ที่ผ่านมาได้มาตรวจแปลงรับรองของทางสมาชิกสามพรานโมเดล ที่ทางโรงแรมสามพราน ริเวอร์ไซด์ ทำงานร่วมกับเกษตรกร หน้าที่ของ มกท. คือมาดู มารับรองว่าได้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์หรือเปล่า ส่วนใหญ่กลุ่มมีความตั้งใจในการทำเกษตรอินทรีย์ค่อนข้างดีมาก มีความรู้และความเข้าใจในตัวมาตรฐานที่มาตรวจก็ทำได้ดี แต่อาจจะมีปัญหาในการบันทึกบ้าง หรืออาจจะมีปัญหาความเข้าใจในเรื่องพืชในแนวแดนกันชนบ้าง


ผศ. พีรชัย ให้ข้อมูลว่า ตอนแรกๆ เกษตรกรกังวลในเรื่องการบันทึก แต่การบันทึกในระบบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ไม่ใช่บันทึกเพื่อการตรวจ แต่เป็นการบันทึกเพื่อให้เกษตรกรทบทวนในบางเรื่อง แต่การตรวจทำให้เกษตรกรได้พัฒนาตัวเอง ซึ่งเกษตรกรจะไม่กลัวการตรวจ เพราะทำจริงอยู่แล้ว อย่าง มกท. เองก็ตรวจเพื่อการส่งเสริมให้คนทำ ไม่ใช่แบบวิตก ตรงไหนที่ต้องปรับปรุงก็แนะนำกัน ให้เงื่อนไขไว้ ปีหน้ากลับมาดูกัน


ทั้งนี้การตรวจโดยภาพรวมก็ได้เกณฑ์มาตรฐาน คือตัวมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ที่ มกท. รับรอง คือกระบวนการผลิตของเกษตรกร ว่าทุกขั้นตอนมีมาตรการในการป้องกันการปนเปื้อนของเคมี หรือสารเคมีในทุกขั้นตอนของการผลิต ซึ่งจะมีการรับรองอยู่ 2 ส่วน

 

 


ส่วนที่หนึ่ง รับรองพื้นที่ว่าเป็นอินทรีย์ กับการรับรองพืชที่เกษตรกรขอ เช่น ถั่วพู ซึ่งปลูกอยู่ในพื้นที่ที่รับรองอยู่แล้ว  สำหรับแนวกันชนจะดูจากข้างเคียงด้วย แต่ด้วยพื้นฐานแนวกันชนควรจะห่างจากแปลงข้างเคียง ประมาณ 1-2 เมตร แต่ต้องดูด้วยว่า แปลงข้างเคียงปลูกอะไร เช่น ข้าว คันนา 1 เมตร ก็เพียงพอ แต่ถ้าเป็นสวนหรือพื้นที่ซึ่งใช้เครื่องมือในการฉีดพ่นที่มีความรุนแรง อาจจะต้องมีแนวกันชนที่ชัดเจน หรืออาจจะมีพืชที่ปลูกกันละอองที่จะเข้ามาปนเปื้อนในแปลงอินทรีย์ได้ แต่ส่วนใหญ่ที่นี่จะห่างค่อนข้างเยอะ ประมาณ 3 เมตร แล้วจะมีทั้งร่องสวน ทั้งคันดิน แล้วทั้งพืช อย่างกระถิน โดยปลูกเป็นแนวรั้วค่อนข้างดี


ผู้ตรวจอิสระของ มกท. ท่านนี้ระบุด้วยว่า โดยพื้นฐานมาตรฐานหลักๆ เกษตรกรค่อนข้างเข้าใจดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสิ่งที่มาตรฐานห้าม และมาตรฐานให้ เช่น ห้ามใช้ปุ๋ยเคมี ห้ามเผาพวกวัชพืชในแปลง รู้เรื่องแนวกันชนว่าจะต้องทำอย่างไร รวมถึงระยะปรับเปลี่ยนที่จะต้องเปลี่ยนจากเคมีเป็นอินทรีย์จะต้องรอเวลาสักช่วงหนึ่ง ถ้าเป็นพืชล้มลุกจะใช้เวลา 1 รอบการผลิต หรืออย่างข้าวจะ 1 รอบการผลิต แต่ถ้านับเป็นปีอาจจะ 6 เดือน หรือ 1 ปี แล้วแต่ความเสี่ยง


ถ้าเป็นไม้ผลประมาณปีครึ่ง อย่างถ้าเกษตรกรขอปลูกเกษตรอินทรีย์วันนี้ผลผลิตที่ออกในระหว่างช่วงนี้จะไม่นับเป็นอินทรีย์ จะเลยช่วงเวลาที่ตกลงกันไว้ก่อน เป็นระยะปรับเปลี่ยน ถึงจะนับเป็นอินทรีย์ได้ แล้วขายโดยใช้ตรารับรองของ มกท. ได้เลย


ส่วนมาตรฐานให้ อย่างเช่น ใช้ปุ๋ยอย่างผสมผสาน ถึงแม้จะเป็นปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด ก็ยังต้องใช้อย่างผสมผสาน เหมือนกับให้ใช้สลับกัน เพราะปุ๋ยแต่ละแบบจะมีคุณลักษณะที่แตกต่างกันไป อีกอันหนึ่งคือ เรื่องระบบนิเวศต้องมีเหลือในแปลงไว้บ้าง ไม่ใช่ทำแปลงเตียนโล่งทั้งหมด ถึงแม้จะเป็นเกษตรอินทรีย์ก็ต้องมีต้นไม้ มีหญ้า มีสระน้ำ มีต้นไม้อื่นไว้ในระบบนิเวศ เผื่อให้แมลงมาอาศัย ให้เกิดความสมดุล ให้มีที่อาศัยของตัวห้ำ ตัวเบียน จะมากำจัดแมลงที่เป็นศัตรูพืช สิ่งเหล่านี้ส่วนใหญ่เกษตรกรเข้าใจ

 

 


ในเรื่องผลผลิตที่หลายฝ่ายรวมทั้งเกษตรกรมองว่าอาจจะได้น้อยกว่าหากเทียบการเกษตรที่ใช้ปุ๋ยเคมีและผลผลิตไม่สวย ประเด็นนี้ ผศ. พีรชัย แจกแจงว่า ในแง่ของหลักวิชาการ พอเปลี่ยนพื้นที่เป็นเกษตรอินทรีย์ ถ้าบำรุงดิน และฟื้นฟูดินดี โดยเฉลี่ยสัก 3 ปี ผลผลิตจะเทียบเท่ากับผลผลิตจากเคมีเลย แต่มีความเข้าใจผิดอยู่อย่างหนึ่งคือ แปลงเกษตรอินทรีย์อยู่รอบๆ แปลงเคมี เวลาที่ฉีดยาแล้ว เคมีจะเข้ามาในแปลงที่ไม่ได้ฉีด


ส่วนใหญ่เกษตรกรที่เป็นอินทรีย์จะยอมรับได้ระดับหนึ่งคือ ไม่ต้องการผลผลิตที่สวยมาก บางครั้งก็มีแมลงมากัดกินบ้าง เกษตรกรกลุ่มนี้ทำใจยอมรับได้ หรืออาจจะมีสารไล่อะไรบ้างนิดๆ หน่อยๆ ที่ช่วย พอระบบสมดุลแล้วจะไม่ค่อยมีปัญหา ถึงแม้จะถูกแวดล้อมอยู่ในพื้นที่ที่เป็นเคมีก็ตาม

 

 


ปัญหาของเกษตรกรส่วนใหญ่ที่ผ่านมาคือ เกษตรกรจะทำใจไม่ค่อยได้ เพราะเหมือนเสพติดเคมีมา 30-40 ปี แล้ววันนี้บอกให้หยุดใช้ แล้วมาทำแบบอินทรีย์ ส่วนใหญ่จะมองว่าไม่น่าจะได้ผล หรือผลผลิตมันไม่สวย


ผศ. พีรชัย ย้ำว่า ในการตรวจที่ผ่านมา ปัญหาที่พบการผลิตส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีปัญหา แต่จะมีปัญหาเรื่องตลาด ว่าผลผลิตจะไปไหน แล้วต้องอัพราคาหรือไม่ เพราะเกษตรกรมีความตั้งใจ เพราะไม่ใช่ดูแลแค่ตัวผลผลิต แต่ดูแลไปถึงสุขภาพของคนกิน ดูแลไปถึงสภาพแวดล้อมที่จะทำให้ไม่ปนเปื้อนของสารเคมีในระบบนิเวศ เพราะฉะนั้นเกษตรอินทรีย์จะมีคุณประโยชน์มากกว่า ทั้งสุขภาพคนกิน และดูแลในเรื่องของสิ่งแวดล้อมด้วย แล้วเกษตรกรที่หันมาทำเป็นเกษตรอินทรีย์ก็มีความสุข

 
ส่วนประเด็นเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายระหว่างการทำเกษตรอินทรีย์กับเคมีนั้น ผศ. พีรชัย ฟันธงว่า ความจริงการทำอินทรีย์ช่วยลดต้นทุน หรือแทบจะไม่มีต้นทุนเลย แต่ต้องยอมรับว่า ผลผลิตในช่วงแรก ที่เป็นช่วงรอยต่อ 3 ปี อาจจะลดลง ถ้าเกษตรกรทำใจไม่ได้ก็จะเครียด แต่ถ้าโดยหลักการช่วงที่ดินกำลังฟื้นฟู ผลผลิตอาจจะตกลงมาบ้าง ถ้าวิกฤต ตกประมาณ 50% เลย หลังจากนั้นจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น เพราะดินอุดมสมบูรณ์ ระบบนิเวศดีขึ้น ผลผลิตจะค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นมาใหม่ ซึ่งประสบการณ์ตรงนี้เกษตรกรสามารถยืนยันได้

 

 


ผศ. พีรชัย อธิบายเทคนิคการทำเกษตรอินทรีย์ให้ฟังว่า เริ่มจากการเตรียมดิน ช่วงเตรียมดิน ก่อนจะปลูกพืช ซึ่งอาจจะใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยพืชสด ถ้าจะให้แนะนำควรจะใช้ปุ๋ยพืชสด เพราะว่าไม่เปลืองแรง ไม่ต้องไปหมัก แล้วก็ไม่ต้องขนเข้าแปลง ปลูกปุ๋ยพืชสดอย่าง ปอเทือง ถั่วต่างๆ เวลาที่ออกดอกก็ไถกลบ จะหมักอยู่ในแปลงเลย ช่วยลดภาระในงาน พอเข้าสู่ช่วงที่ 2 พอปลูกไปแล้วอาจจะต้องมีรองก้นหลุมบ้างด้วยปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก แล้วแต่ความจำเป็น ถ้าดินมันอุดมสมบูรณ์อยู่แล้วก็ไม่จำเป็น แต่พืชบางชนิดอาจจะต้องการความสวยงาม อาจจะใช้ฮอร์โมนเร่ง แต่เป็นฮอร์โมนธรรมชาติ ซึ่งจะเกิดจากการหมักผลไม้ แล้วก็มาฉีดพ่น ก็เหมือนกับการให้ปุ๋ยทางใบ


ถามว่า จำเป็นหรือไม่ในการใช้ฮอร์โมน อันที่จริงก็ไม่ค่อยจำเป็นสักเท่าไร แต่เกษตรกรบางคนอาจจะยังติด ต้องใช้อยู่บ้าง ช่วงท้ายจะไม่ให้ปุ๋ยแล้ว ซึ่งจะให้ 2 ระยะ เป็นหลัก หรืออาจจะมีเสริมระหว่างช่วงบ้าง ขึ้นอยู่กับอายุพืช ถ้าเป็นพืชอายุยาวอย่างหัวมัน ที่มีอายุ 1 ปี สามารถเก็บได้เรื่อยๆ หรือกระถิน ชะอม ถั่วพู อาจจะต้องมีการเสริมระหว่างทางบ้าง หลักๆ จะมีปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด


กรณีเจอปัญหาแมลง ต้องดูว่าอยู่ในระดับการเข้าทำลายที่รุนแรงหรือเปล่า ถ้าพูดกันง่ายๆ คือ เริ่มกินจนกระทั่งรู้สึกว่าไม่คุ้มแล้วก็จะต้องช่วย โดยทั่วไปเท่าที่ตรวจแปลงมาจะเข้าทำลายระดับหนึ่ง แต่พอระดับหนึ่งแล้วจะมีตัวแมลง เช่น ตัวห้ำ ตัวเบียนมากำจัด เลยไม่ค่อยมีผลเท่าไร พวกสบู่เลือด สะเดา ขิง ข่า จะเป็นตัวไล่ หรือบางสูตรจะเป็นพวกพริก เพื่อให้แมลงแสบร้อน ซึ่งจะเป็นการไล่ ถ้าระดับฆ่าเลยไม่ค่อยมี ทั้งนี้ทั้งนั้นอยู่ที่พืชด้วย ถ้าโตแข็งแรงมากก็ไม่ค่อยมีปัญหา

แจงปัจจัยความสำเร็จ


ผู้ตรวจอิสระของ มกท. ยังระบุด้วยว่า การทำเกษตรอินทรีย์ พอระดับหนึ่งแล้วจะมีประเด็นตรงที่ว่า พอไม่ใช้สารเคมี ส่วนใหญ่แล้วพวกเยื่อใยต่างๆ ของพืช จะมีความแข็งแรง แล้วพอพวกแมลงกัดเข้าไปจะเจ็บก็จะไม่ค่อยอยากกินเท่าไร แต่พอเป็นพืชเคมีจะอวบน้ำ โตเร็ว เวลาที่แมลงจะกัดง่าย แล้วก็ชอบ ซึ่งเป็นความแตกต่างโดยธรรมชาติระหว่างพืชที่ปลูกในระบบอินทรีย์กับเคมี

 

 


สำหรับองค์ประกอบของความสำเร็จในการทำเกษตรอินทรีย์นั้น ผศ. พีรชัย มองว่า


หนึ่ง คือตัวของเกษตรกรเอง ซึ่งต้องเป็นคนอยากจะทำก่อน แต่ความอยากทำของแต่ละคนก็มีจุดเปลี่ยนเหมือนกัน บางคนสู้ต้นทุนไม่ไหว บางคนใช้ยาเคมีจนสุขภาพไม่ไหว หรือบางคนก็มาเรียนรู้กับกลุ่มแล้วคิดว่า มีแนวทางที่ดีกับชีวิต ก็เลยเกิดการปรับเปลี่ยน


สอง ต้องมีแรงหนุน คือตัวความรู้ ส่วนใหญ่ตอนนี้ที่รวมกลุ่มกันเพื่อกระจายความรู้ ซึ่งทำให้เกิดความมั่นใจที่จะทำอย่างต่อเนื่อง


สาม มีองค์กรภายนอก อย่างหน่วยงานราชการเข้ามาบ้าง หรือว่าตัวเอกชนที่เข้ามาเสริมเรื่องการตลาด ซึ่งจะต้องมาหนุนในส่วนที่เขาขาด แต่ต้องมาด้วยความเข้าใจด้วย อย่างหน่วยงานราชการบางส่วนที่เข้ามาหนุน แต่ยังไม่เข้าใจเรื่องระบบอินทรีย์ บางทีไปเห็นเขียนปุ๋ยอินทรีย์แบบการค้า แล้วซื้อมาส่งเสริม บางครั้งก็ไม่ถูก เพราะปุ๋ยการค้ามีการผสม ทำให้ความเป็นอินทรีย์หายไป


“ผมมองว่า คนกลางก็เป็นเรื่องที่สำคัญ เพียงแต่ว่า ต้องเข้าใจว่า บางครั้งถึงแม้เราจะมีแผนที่ชัดเจน แต่ว่าสภาพอากาศมันไม่เอื้ออำนวย ผลผลิตอาจจะได้น้อย ก็ต้องเข้าใจว่าอาจจะไม่ได้ตามออเดอร์ ซึ่งต้องมีการปรับเปลี่ยน” ผศ. พีรชัย กล่าว


เชื่อว่าอีกไม่นานเกษตรกรบ้านเราคงหันมาทำเกษตรอินทรีย์กันมากขึ้น เพราะนอกจากจะได้ราคาดีแล้ว เกษตรกรเองก็มีสุขภาพดีด้วย

 

ที่มา: มติชนออนไลน์ (http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1420272557)