ข่าวสาร

ที่นี่ต้องการความเด็ดขาด

วันพุธ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

 

เริ่มต้นปีแพะ 2558 มาได้ร่วมสัปดาห์แล้ว ไม่รู้คนอื่นเป็นอย่างไร แต่สำหรับผมที่เฝ้าติดตามข้อมูลข่าวสารต่างๆ มีความรู้สึกว่า เป็นปีที่ไม่ค่อยสดใสเอาเสียเลย ทำให้ความสุขในช่วงปีใหม่ เหมือนกับจะฝืนๆ ฝืดๆ ไม่ค่อยสุขสมใจเท่าที่ควร

คนจำนวนมาก โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรคนส่วนใหญ่ของประเทศ ก็คงพยายามมีความสุขช่วงปีใหม่ แม้ในปีที่ผ่านมาจะต้องหน้าดำคร่ำเครียดกับปัญหารายได้ไม่พอรายจ่าย ผลผลิตราคาตกต่ำ ขณะที่ค่าครองชีพยังคงค้างเติ่งอยู่ในระดับสูง แต่ในช่วงปีใหม่อย่างน้อยก็ได้พบกันพร้อมหน้าพร้อมตาบ้าง สำหรับลูกหลานที่จากไปทำงานในกรุงเทพฯหรือท้องถิ่นอื่น มีเวลาได้กลับมาเจอกัน ร่วมกันให้กำลังใจ สนุกสนานรื่นเริง พอจะเป็นความสุขเล็กๆน้อยๆ ก่อนกลับไปเผชิญหน้ากับชีวิตจริง ที่จะต้องดิ้นรนต่อสู้กับปัญหาในปีแพะ ปีที่มีวี่แว่วอาการไม่สู้ดีอยู่

 

กลับมาสู่เรื่องราวของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ จากช่วงเวลาทำงาน 3 เดือนเศษในปีที่แล้วของรัฐบาล คสช.ที่มีรมว.เกษตรฯชื่อปิติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา ถูกคสช.เลือกมาใช้งาน โดยหวังว่าความเป็น“ลูกหม้อเก่า”จะช่วยให้เดินหน้าทำงานหนักๆในกระทรวงแห่ง นี้ได้ทันที แต่ก็หาเป็นเช่นนั้นไม่ จึงยังไม่มี“ผลงาน”เข้าตาให้เห็นเด่นชัด ทำให้ปัญหาที่หนักหน่วงของภาคการเกษตร ยิ่งดูป้อแป้ ไร้ทิศทางการแก้ไขที่มีความหวัง ที่เป็นเช่นนี้ ถูกมองว่า ด้านหนึ่งเป็นเพราะกลไก“ข้าราชการ”ส่วนใหญ่ในกระทรวงยังทำงานแบบใส่ “เกียร์ว่าง” เพราะความที่รัฐบาลชั่วคราวชุดนี้ประกาศตัวจะอยู่แค่ปีเดียว ขณะที่อีกด้านหนึ่งเป็นผลจากการเลือกคนมาทำงานของรมว.เกษตรฯเอง ที่ดูเหมือนเป็น“ตัวปัญหา”มากกว่ามาแก้ปัญหา

 

อย่างทีมงานที่ปรึกษารัฐมนตรีซึ่งมาจากอดีตบิ๊กข้าราชการเก่าในกระทรวงนี้ ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากถึงการทำงานเข้าไป“ล้วงลูก”ไม่เหมาะสม ถึงขั้นข้ามหน้าข้ามตารัฐมนตรีก็ยังมี โดยเฉพาะเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย ซึ่งถูกนินทามาก

ว่ากันว่า ผู้ที่อยากได้ตำแหน่งมีการวิ่งเต้นเข้าหาบรรดา“ท่านที่ปรึกษา” และบัญชีที่ออกมากลายเป็นว่า บรรดา“ที่ปรึกษา”มีอำนาจและบทบาทในการจัด “โผ” ตัวจริง เสียยิ่งกว่ารัฐมนตรีอีก

 

สภาพการบริหารงานจึงเกิดความเละเทะ ถึงขนาดที่ข้าราชการจำนวนมาก “บ่น”ว่า เละยิ่งเสียกว่ายุค“ระบอบหลงจู๊”ที่ครองกระทรวงเกษตรฯช่วงก่อนหน้านี้มา อย่างยาวนานเสียอีก เพราะยุคก่อน หลงจู๊แห่งสุพรรณบุรีจะกุมอำนาจเบ็ดเสร็จในการ“ล้วงลูก”โผโยกย้าย ถ้าจะวิ่งเต้นก็ต้องเข้าหาหลงจู้แต่เพียงผู้เดียว แต่ยุคนี้คนที่เปิดให้วิ่งเต้นได้มีหลายสาย หลายคน จนวุ่นวายไปหมด

 

การแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงที่ออกมา จึงทำให้ข้าราชการดีๆ รู้สึกท้อแท้ เพราะไม่มีโอกาสที่จะได้เข้าสู่ตำแหน่ง สู้พวกคนมี“เส้นสาย” หรือเก่ง“วิ่งเต้น”ไม่ได้ ขณะที่ข้าราชการระดับสูงหลายๆคน ที่มีฝีมือ ก็ยังไม่ได้รับการคืนความยุติธรรม ถูกเก็บกดอยู่ในตำแหน่งไม่สำคัญนัก อย่างกรณีของ“ศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ” ที่ถูกนายธีระ วงส์สมุทร รมว.เกษตรฯจากพรรคชาติไทยพัฒนา ช่วงปี 2552 เตะจากเก้าอี้อธิบดีกรมปศุสัตว์ ไปเป็นผู้อำนวยการ มกอช.- สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ โดยอยู่ที่ มกอช.มาถึง 5 ปีแล้ว ทั้งที่ปกติข้าราชการระดับสูง จะอยู่ตำแหน่งได้ไม่เกิน 4 ปี ถ้าเกินจากนั้น ต้องมีมติครม.ต่ออายุในตำแหน่งนั้น แต่ก็มิได้ดำเนินการเช่นนั้น ทั้งนี้มีกระแสเป็นระยะว่า นายศักดิ์ชัยจะได้คืนกลับไปเป็นอธิบดีกรมปศุสัตว์ที่ตนเองถนัด แต่กลับมีข่าวว่า คสช.ไม่ไว้ใจ เพราะได้ข้อมูลผิดๆ มาว่า เขาเป็น “คน” ของหลงจู๊ ทั้งที่ความจริง เขาถูกเตะออกจากกรมปศุสัตว์ด้วยฝีมือรัฐมนตรีของหลงจู๊ ที่ไม่พอใจเรื่องการ“ฝากเด็ก”แล้วไม่ได้ตามที่ฝาก

 

ช่วงปีใหม่นี้เริ่มมีข่าวว่า รัฐบาลคสช.เตรียมจะปรับครม. เพราะคะแนนนิยมแย่ลง ทำให้เล็งกันว่า กระทรวงเกษตรฯที่ผลงานยังไม่เข้าตา จะเป็นแห่งหนึ่งที่ต้องปรับเปลี่ยน ทั้งมีข่าวว่า รมว.ปีติพงศ์ก็ชัก“ถอดใจ”เพราะเอาไม่อยู่ ทั้งปัญหาภาคเกษตรที่หนักหนาสาหัส แต่สั่งใครทำงานไม่ค่อยได้ โดยมีกระแสด้วยว่า ถ้าเปลี่ยนตัวรมว.เกษตรฯก็มีโอกาสสูงที่พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ หรือ “บิ๊ก นมชง” เพื่อนซี้นายกฯบิ๊กตู่ จะโยกจากรมว.พาณิชย์มานั่งที่เกษตรฯแทน เพราะช่วงคสช.ยึดอำนาจใหม่ๆ ก็เคยถูกส่งมาคุมงานที่นี่

ก็อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่ารมว.ปีติพงศ์ก็เป็นได้ เพราะงานในกระทรวงเกษตรฯเวลานี้ สมควรต้องใช้“ความเด็ดขาด”แบบชายชาติทหาร เข้ามาสั่งการ มิเช่นนั้นข้าราชการก็จะยังคง“เกียร์ว่าง” ทำให้งานไม่เดิน แก้ปัญหาให้เกษตรกรไม่ได้ ซึ่งผลร้ายจะตกแก่รัฐบาล ร่วมทั้งประเทศชาติด้วย

 

ที่มา: แนวหน้า (http://www.naewna.com/local/138335)