ข่าวสาร

สกรีนปัจจัยบวกภาคเกษตรไทย หวัง 'พืช-ปศุสัตว์-ประมง' ตัวชูโรง

 

 

วันจันทร์ที่ 5 มกราคม 2558

 

 

                           ข้อมูลจากสำนักนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ศึกษาวิเคราะห์ปัจจัยและสถานการณ์ต่างๆ ที่มีผลต่อการเติบโตของภาคเกษตรได้คาดการณ์ว่า แนวโน้มของภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2558 จะขยายตัวร้อยละ 2.0-3.0 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยเฉพาะสาขาพืชจะขยายตัว 2.2-3.2 ส่วนใหญ่จะเป็นข้าวนาปี มันสำปะหลัง สับปะรดโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และผลไม้จำพวกทุเรียน มังคุดและเงาะ ส่วนด้านการปศุสัตว์จะฟื้นขึ้นร้อยละ 1.5-2.5 อาทิ ไก่เนื้อ ไก่ไข่ สุกร และโคนม ด้านการประมงขยายตัวร้อยละ 1.0-2.0 ขณะที่ป่าไม้จะขยายตัวร้อยละ 2.5-3.5 เป็นต้น 

 

                           ล่าสุด นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยืนยันว่า ผลการพยากรณ์ปริมาณการผลิตสินค้าเกษตรในปี 2558 ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พบว่าพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ปีเพาะปลูก  2557/2558 ได้แก่ ข้าวนาปี มีเนื้อที่เพาะปลูกรวมทั้งประเทศ 61.740 ล้านไร่ ลดลงจากปีที่แล้ว 340,404  ไร่ หรือร้อยละ 0.55 แต่มีผลผลิตรวมทั้งประเทศ  27.106 ล้านตันข้าวเปลือก เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว  16,261 ตันข้าวเปลือก หรือร้อยละ 0.06 เนื่องจากเกษตรกรต้องการลดพื้นที่ปลูกตามนโยบายภาครัฐ  รวมทั้งเกษตรกรบางส่วนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือปรับเปลี่ยนไปปลูกอ้อยโรงงาน และเกษตรกรในภาคใต้เปลี่ยนไปปลูกปาล์มน้ำมัน 

 

                            "ข้าวที่เพิ่มขึ้นเป็นข้าวนาปี ส่วนข้าวนาปรังมีเนื้อที่เพาะปลูกรวมทั้งประเทศ 10.709 ล้านไร่ ลดลงจากปีที่แล้ว 4.479 ล้านไร่ หรือร้อยละ 29.49 มีผลผลิตรวมทั้งประเทศ 6.702 ล้านตันข้าวเปลือก ลดลงจากปีที่แล้ว 3.046 ล้านตันข้าวเปลือก หรือร้อยละ 31.25  เนื่องจากการที่กระทรวงเกษตรฯ ประกาศงดการส่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกข้าวนาปรังในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลอง รวม 26 จังหวัด" นายชวลิต กล่าว

 

                           ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า พืชเศรษฐกิจที่มีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ มันสำปะหลัง มีผลผลิตรวมทั้งประเทศ 30.910 ล้านตัน  เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 0.888 ล้านตัน สับปะรดโรงงาน ส่วนไม้ผลและพืชผักที่มีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น  ได้แก่ เงาะ ทุเรียน มังคุด กระเทียม หอมหัวใหญ่  และมันฝรั่ง และผลผลิตที่มีปริมาณลดลง ได้แก่   ลำไย ลิ้นจี่ ลองกอง และหอมแดง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์  ถั่วเหลือง และกาแฟ 

 

                           ส่วนด้านปศุสัตว์ ผลพยากรณ์ปริมาณการผลิตปี  2558 ที่มีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ไก่เนื้อ สุกร  โคนม และผลผลิตที่มีปริมาณลดลง ได้แก่ โคเนื้อ  และด้านประมงที่มีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ กุ้งขาวแวนนาไม และกุ้งกุลาดำ และมีปริมาณผลผลิตที่ลดลง ได้แก่ ปลานิล และปลาดุก เป็นต้น

 

                           ในมุมมองของ นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตร  อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยว และบริการ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เห็นว่า ในปี 25588 แนวโน้มภาคการเกษตรจะดีขึ้นแน่นอน เพราะรัฐบาลตั้งใจจะแก้ปัญหาภาคการเกษตร โดยเฉพาะเรื่องของยางพารา มั่นใจว่าในเดือนกุมภาพันธ์ ราคายางพาราจะแตะที่กก.ละ 70 บาทอย่างแน่นอน เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่เชื่อว่าราคายางพาราต้องขยับตัวขึ้น ทั้งปัจจัยภายในประเทศที่ภาครัฐจับมือเอกชนใช้เงิน 400 ล้านบาทในการซื้อยางล่วงหน้ารวมถึงมาตรการของรัฐบาลที่จะแก้ปัญหาราคายางพารา ขณะที่ปัจจัยภายนอกปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา และยุโรปเริ่มดีขึ้นแล้ว  

 

                           "ช่วงนี้เป็นของการปฏิรูปประเทศ คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปเกษตร สปช. มองว่าเรื่องการเกษตรถือว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก เพราะคนอยู่ในภาคเกษตรกรเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศได้รับความเดือดร้อน สิ่งที่คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปเกษตรจะต้องทำคือเน้นการแปรรูปสินค้าเกษตรโดยการเพิ่มมูลค่า ทั้งชาวนา ชาวสวนยาง หรือเกษตรอื่นๆ   เพราะถ้าทำเกษตรแบบเดิมคงต้องพบกับความยากจนตลอดไป" นายอุทัย กล่าว

 

                           นายอุทัย แนะนำด้วยว่า การแก้ปัญหาภาคการเกษตรในปี 2558 กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ ต้องมาร่วมมือกันให้เกิดเป็นรูปธรรมในการที่จะเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร อันจะโยงไปสู่การสร้างงานให้มีงานทำมากขึ้น แต่ที่ผ่านมาส่วนใหญ่การดำเนินเป็นในลักษณะต่างคนต่างทำ ซึ่งจะเป็นการปฏิรูปออกนอกกรอบ และการที่จะเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร อันที่จะโยงไปสู่การสร้างงานให้มีงานทำมากขึ้น เช่น  ยางพาราที่ผ่านมาไทยส่งยางพาราในรูปแบบวัตถุดิบจำนวนมาก แล้วต่างชาติเอาผลิตภัณฑ์แปรรูปนำส่งกลับมาขายในประเทศไทย ถือเป็นเรื่องที่น่าอายมากที่ประเทศไทยเราปลูกยางมากที่สุดในโลกแต่ไม่เคยคิดที่จะแปรรูปมีเพียง 14 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

 

                           ด้าน นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้สะท้อนบนเวทีเสวนาเรื่อง  “บทบาทสภาเกษตรกรแห่งชาติกับการปฏิรูปภาคการเกษตรและประเทศไทย” ที่ห้องรอยัลจูบิลี่บอลรูม  อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ก่อนหน้านี้ว่า ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปีที่ได้มีการจัดตั้ง “สภาเกษตรกรแห่งชาติ” ตามพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ พ.ศ.2553 ขึ้นภายใต้เจตนารมณ์การเป็นตัวแทนเกษตรกรเพื่อมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายแห่งรัฐในการรักษาประโยชน์สำหรับเกษตรกรอย่างแท้จริง ทั้งนี้ เพื่อเร่งเดินหน้าปฏิรูปภาคเกษตรไทยให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและเท่าทันความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและสังคมโลก

 

                           สำหรับทิศทางการทำงานตามบทบาทหน้าที่ของสภาเกษตรกรนั้น ปัจจุบันประกอบด้วยสภาเกษตรกรจังหวัด 77 จังหวัด มีสมาชิก 1,709 คน มีเครือข่ายผู้ปฏิบัติงานระดับหมู่บ้าน ระดับตำบล ระดับอำเภอ ที่เป็นตัวแทนของเกษตรกรทั้งประเทศ  เพื่อรับฟังปัญหาของเกษตรกรแล้วนำมาประมวลเสนอต่อภาครัฐในระดับจังหวัด หากประเด็นปัญหาใดไม่สามารถจัดการได้ในระดับจังหวัด จะนำเสนอต่อสภาเกษตรกรแห่งชาติเพื่อนำเสนอต่อรัฐบาล ในส่วนของการพัฒนา สภาเกษตรกรมุ่งเน้นให้เกษตรกรสอนเกษตรกรกันเองเพื่อสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน 

 

                           อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ภาคการเกษตรของไทย เป็นไปตามที่หลายฝ่ายได้คาดการณ์ไว้ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับเกษตรกรในปีแพะและปีต่อๆ ไป ที่จะได้มีโอกาสลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง

 

 

 

 

 

-------------------------

ที่มา : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก (http://www.komchadluek.net/detail/20150105/198801.html​)