ข่าวสาร

แนะลดต้นทุนผลิตกระเทียม แข่งขันตลาดเสรีด้วยคุณภาพ

วันจันทร์ 13 มกราคม 2557 เวลา 00:00 น.

 

กระเทียมเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญชนิดหนึ่งที่ไทยมีศักยภาพการ ผลิตสูง โดยพื้นที่เพาะปลูกส่วนใหญ่อยู่ในเขตภาคเหนือโดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา และแม่ฮ่องสอน ซึ่งปีเพาะปลูก 2556/57 นี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์คาดการณ์ว่า ประเทศไทยจะมีพื้นที่ปลูกกระเทียม ประมาณ 93,044 ไร่ ได้ผลผลิตรวม 90,711 ตัน ปัจจุบันต้นทุนการผลิตกระเทียมของเกษตรกรขยับตัวสูงขึ้นเนื่องจากการใช้ปุ๋ย และสารเคมีไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ทั้งยังประสบปัญหาเรื่องโรคระบาด อาทิ โรคเหี่ยวจากเชื้อรา โรครากเน่าและโคนเน่า โรคแอนแทรคโนส และโรคใบจุดสีม่วง ทำให้ได้ผลไม่คุ้มค่าการลงทุน จากปัญหาดังกล่าว กรมวิชาการเกษตรจึง  ได้ทำการวิจัย “การทดสอบและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตกระเทียมที่มีคุณภาพโดยลดการใช้สารเคมีใน เขตภาคเหนือตอนบน” เพื่อเป็นทางออกและช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกกระเทียมให้สามารถแข่งขันได้

 

หลังจากประเทศไทยเปิดตลาดตามข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย-จีน เมื่อปี 2550 การนำเข้าสินค้ากระเทียมจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทุกปี และส่งผลกระทบต่อการผลิต   และราคากระเทียมภายในประเทศ เนื่องจากเกษตรกรของไทยมีต้นทุนการผลิตสูงอยู่    ที่ประมาณ 10 บาท/กิโลกรัม ขณะที่จีนมีต้นทุน 5 บาท/กิโลกรัม นอกจากนั้น ยังมีการลักลอบนำเข้ากระเทียมจากจีนเป็นจำนวนมากด้วย ทำให้กระเทียมไทยราคาตกต่ำลงและเกษตรกรได้รับความเดือดร้อน

การใช้ปุ๋ยและสารเคมีในการผลิตกระเทียมเพิ่มมากขึ้น แต่ใช้ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ต้นทุนของเกษตรกรเพิ่มขึ้น เช่น การใส่ปุ๋ยเพื่อเร่งให้กระเทียมหัวใหญ่แต่เกษตรกรใส่ปุ๋ยผิดเวลา ทำให้สิ้นเปลืองเกินความจำเป็นและพืชนำไปใช้ประโยชน์ได้น้อย ขณะเดียวกันยังทำให้ต้นกระเทียมอ่อนแอต่อโรคเพิ่มขึ้น และมีผลต่อคุณภาพผลผลิต ทำให้หัวฝ่อ เก็บไว้ได้ไม่นานและถูกกดราคารับซื้อ ได้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า

 

ด้วยเหตุดังกล่าว กรมวิชาการเกษตรได้มอบหมายให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแม่ฮ่องสอน จ.แม่ฮ่องสอน เร่งศึกษาวิจัยการทดสอบและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตกระเทียมฯ เพื่อให้ได้เทคโนโลยีการผลิตกระเทียมที่มีคุณภาพดี ช่วยลดปริมาณการใช้สารเคมีและต้นทุนการผลิตที่เหมาะสมแก่เกษตรกรด้วย อีกทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการเปิดตลาดภายใต้กรอบประชาคม เศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี (AEC) ที่จะเริ่มมีผลในปี 2558 ซึ่งจะช่วยให้กระเทียมของไทยสามารถแข่งขันได้กับสินค้าที่นำเข้าจากจีน เวียดนาม และพม่า เป็นต้น 

 

นายมณเทียน แสนดะหมื่น นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า แม่ฮ่อง สอนถือเป็นแหล่งผลิตกระเทียมที่มีศักยภาพสูงอีกแห่งหนึ่ง โดยมีพื้นที่ปลูกรวมกว่า 15,000 ไร่ ได้ผลผลิต ประมาณ 40,000 ตัน/ปี แต่ที่ผ่านมา เกษตรกรส่วนใหญ่ใช้ปุ๋ยและสารเคมีไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยเพื่อเร่งการเจริญเติบโตของกระเทียม ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นและยังเกิดปัญหาเรื่องโรคระบาดสร้างความเสีย หายให้กับเกษตรกรด้วย ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแม่ฮ่องสอน   จึงได้วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตกระเทียมที่มีคุณภาพฯ ในพื้นที่แบบเกษตรกรมีส่วนร่วม โดยจัดทำแปลงทดสอบเทคโนโลยีการจัดการธาตุอาหารที่เหมาะสมสำหรับกระเทียม มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการฯ วิจัยนำร่อง 12 ราย

 

ผลการวิจัยพบว่า การสำรวจดินและตรวจวิเคราะห์ดินก่อนปลูก แล้วจัดการธาตุอาหารอย่างถูกต้องโดยใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ทำการปรับค่าความเป็นกรด-ด่างของดิน และใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์อย่างเหมาะสม จะสามารถช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีให้กับเกษตรกรได้ถึง 50% ทั้งยังทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพเพิ่มสูงขึ้นจาก 800 กิโลกรัม/ไร่ เป็น 1,000 กิโลกรัม/ไร่ ซึ่งแหล่งปลูกกระเทียมอื่นสามารถนำเทคโนโลยีฯ นี้ไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนเองได้ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาวิจัยต่อยอด เกี่ยวกับการป้องกันกำจัดโรคกระเทียม โดยการจัดการหัวพันธุ์ก่อนปลูก คาดว่าจะได้แนวทางป้องกันโรคระบาดในแปลงปลูกกระเทียม และช่วยให้เกษตรกรได้ผลผลิตที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ปีนี้ศูนย์ฯได้มีแผนร่วมกับจังหวัดแม่ฮ่องสอนส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ปลูก กระเทียมในพื้นที่รวมกลุ่มผลิตหัวพันธุ์กระเทียมคุณภาพดี เป้าหมายไม่น้อยกว่า 10,000 ตัน เพื่อรองรับความต้องการของเกษตรกรที่จะใช้พันธุ์ไปปลูก ซึ่งขณะนี้ความต้องการหัวพันธุ์คุณภาพดีมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ทำให้หัวพันธุ์มีราคาแพง ประมาณ 100-120 บาท/กิโลกรัม 

 

นอกจากนั้น ยังมุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตกระเทียมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่น พร้อมปรับลดต้นทุนให้ต่ำลง และนำแปลงเข้าสู่ระบบเกษตรดีที่เหมาะสมหรือจีเอพี (GAP) เพื่อให้ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และมีความปลอดภัยป้อนเข้าสู่ตลาด ซึ่งเป็นจุดแข็งที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นใจให้กับผู้บริโภคและช่วยเพิ่ม ขีดความสามารถการแข่งขันให้กับเกษตรกรได้ อย่างไรก็ตาม หากสนใจเกี่ยวกับ “เทคโนโลยีการผลิตกระเทียมที่มีคุณภาพ” สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน โทร. 0-5368-4377 หรือ อีเมล : [email protected]

 

ที่มา: เดลินิวส์ (http://www.dailynews.co.th/Content/agriculture)