ข่าวสาร

ทำนาเกษตรอินทรีย์ ต้นทุนน้อย รายได้งาม

รายงาน
โดย ชูเดช สีหะวงษ์
 


นายธวัชชัย เอี่ยมจิตร์ ชาวนาใน ต.ธรรมามูล อ.เมือง จ.ชัยนาท ได้ศึกษาและทดลองทำนาแบบเกษตรอินทรีย์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2553 นับถึงวันนี้ก็ย่างเข้าสู่ปีที่ 5 ซึ่งจากการลองทำนาแบบเกษตรอินทรีย์และจดสถิติเปรียบเทียบกับการทำแบบเดิมที่ ใช้สารเคมีจนถึงวันนี้ กล้ายืนยันได้อย่างเต็มปากว่าการทำเกษตรแบบอินทรีย์นั้นสามารถสร้างรายได้ ไม่แพ้การเกษตรแบบเดิมเลย

ธวัชชัยบอกว่า ปัจจุบันใช้ปุ๋ยมูลสัตว์อัดเม็ด หรือมูลสุกรอัดเม็ด ในการทำนา 20 ไร่ ซึ่งต้นทุนค่าปุ๋ยตลอดฤดู จากเริ่มปักดำไปจนถึงเก็บเกี่ยวตกไร่ละเพียงแค่ 300 บาทเท่านั้น โดยปุ๋ยมูลสัตว์อัดเม็ดปัจจุบันมีผู้ผลิตออกมาขายแล้วหาสั่งซื้อได้ไม่ยาก และหากเกษตรกรรายใดที่ต้องการปรับเปลี่ยนวิธีการเกษตรมาเป็นเกษตรอินทรีย์ ต้องการทำปุ๋ยมูลสัตว์อัดเม็ดไว้ใช้เองก็สามารถทำได้ โดยขอคำปรึกษาได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอและเกษตรจังหวัดได้ทุกแห่ง

นอก จากการใช้ปุ๋ยมูลสัตว์แล้ว ธวัชชัยยังมีวิธีการลดต้นทุนการผลิตอีกอย่างหนึ่งคือการกำจัดวัชพืชโดยไม่ พึ่งพายาปราบศัตรูพืชที่เป็นสารเคมี โดยการใช้วิธีควบคุมระดับน้ำไม่ให้วัชพืชเติบโต บางส่วนที่มีก็จะใช้กำลังคนในการกำจัดด้วยการตัดถอนและเผาทำลาย ซึ่งเป็นการกำจัดวัชพืชที่เป็นศัตรูข้าวอย่างหญ้าลิเก และข้าวดีดได้อย่างถาวรไม่มีปัญหาการแพร่ระบาดกลับมา ถึงมีก็จะลดปริมาณลงอย่างมากผิดกับการใช้ยาฉีดที่ฤดูถัดไปหญ้าในนาก็จะกลับ มาแตกยอดงอกขึ้นมาได้อีก
 


 

ธวัชชัยบอกว่า แม้ผลผลิตของนาอินทรีย์จะได้น้อยกว่านาเคมี แต่เรื่องต้นทุนที่ต่างกันแบบครึ่งต่อครึ่ง หรือไม่เกิน 3,000 บาท/ไร่ และราคาที่ผลผลิตจากเกษตรอินทรีย์จะได้ราคาที่ดีกว่าถึง 2 เท่า คือข้าวปลอดสารเคมีราคาตลาดจะรับซื้อตันละ 20,000-22,000 บาท ทำให้รายได้จากการทำเกษตรอินทรีย์มีมากกว่าเกษตรแบบพึ่งพาเคมีเมื่อเทียบกัน ไร่ต่อไร่ โดยนาข้าวแบบเกษตรอินทรีย์จะมีรายได้ขั้นต่ำไร่ละ 10,000 บาท

ขณะที่นาข้าวแบบเคมีจะมีรายได้เพียงไร่ละไม่เกิน 7,000 บาทเท่านั้น และสิ่งที่ได้มากกว่ากำไรจากการทำนา คือสุขภาพที่ดีขึ้นของเกษตรกรเอง เพราะไม่ต้องไปสัมผัสกับสารเคมีตกค้าง ทำให้การเจ็บไข้ได้ป่วยไม่มี เมื่อไม่เจ็บไข้ ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลก็ไม่เกิด เมื่อรายได้ที่มีมากขึ้น รายจ่ายน้อยลง ชาวนาก็สามารถเก็บออมได้เป็นกอบเป็นกำ หรือที่เรียกว่า "คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของชาวนาที่ไม่พึ่งพาสารเคมี"

"วันนี้ ชาวนาเราคงต้องเร่งทบทวนตัวเองว่าแนวทางการทำเกษตรเคมีที่ผ่านมานั้นให้อะไร กับเราบ้าง ถึงเวลาแล้วที่ชาวนาไทย เกษตรกรไทยจะต้องหันมามองวิถีเกษตรอินทรีย์ที่เป็นรากเหง้าของไทยมาในอดีต ค่อยๆ ปรับ ค่อยๆ เปลี่ยน เริ่มจาก 1 ใน 10 ของที่ดินที่มีมาทำเกษตรอินทรีย์เพื่อเปรียบเทียบเรื่องผลผลิตและต้นทุน แล้วเกษตรกรจะเป็นผลเห็นความแตกต่าง จากนั้นจึงค่อยๆ เพิ่มอัตราการทำเกษตรอินทรีย์เป็น 5 ใน 10 แล้วเปลี่ยนเป็นเกษตรอินทรีย์เต็มรูปแบบเหมือนที่ตนเองทำสำเร็จในปัจจุบัน" ธวัชชัยบอกทิ้งท้าย